ภาพกิจกรรม Book Start เด็กฉลาดเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วย 2 มือเรา


ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาในการสร้างนิสัยรักการอ่านเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ทำการสำรวจสถิติการอ่านของคนไทยในปี2544 ด้านการใช้เวลาในการอ่านหนังสือพบตัวเลขที่น่าตกใจคือ คนไทยอายุตั้งแต่ 10ปีขึ้นไปใช้เวลาอ่านหนังสือ 2.99 นาทีต่อวัน และคนไทยวัย 10-14 ปีอ่านหนังสือน้อยที่สุดใช้เวลาเพียง 1.28-4.43 นาทีต่อวัน จำนวนนี้รวมคนไทยทั้งที่อยู่ในเมือง นอกเมือง และทุกเพศ ดังนั้น การรณรงค์ส่งเสริมการอ่านทั่วทั้งสังคมไทยจึงมีความจำเป็นยิ่งดังแนวความคิดในการส่งเสริมนิสัยรักหนังสือในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ล้วนเปี่ยมด้วยสารัตถะที่สำคัญ และทรงคุณค่าสูงสุด ...เด็กเป็นอันมากมีความรักดีมาแต่กำเนิด จะเรียนจะเล่นจะทำสิ่งใด ก็มุ่งมั่นทำให้ดีเด่น ไม่มีปัญหาอุปสรรคหรือความลำบากยากแค้นใดๆจะกีดกั้นไว้ได้ เด็กเหล่านี้ผู้ใหญ่ควรสนใจและแผ่เมตตาเกื้อกูลประคับประคองให้เด็กมีโอกาสพัฒนาไปในทางที่ถูกที่ดี ทั้งด้านการศึกษาและจิตใจเขาจะได้เจริญเติบโตเป็นคนดีพร้อม และเป็นตัวอย่างแก่เยาวชนทั่วไป... (พระบรมราโชวาท พระราชทานลงพิมพ์ในหนังสือ “วันเด็ก”ประจำปี2533) การริเริ่มโครงการ หนังสือเล่มแรก Bookstart ที่ดำเนินการในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ได้แนวคิดมาจากโครงการต้นแบบของประเทศอังกฤษ (Bookstart UK) ซึ่งเริ่มต้นโครงการเมื่อปี พ.ศ.2535 และโครงการตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น (Bookstart Japan) ซึ่งเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 โดยให้ความสำคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ของเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6-9 เดือน โดยมีเป้าหมายที่จะให้พ่อแม่ลูกมีความสุขร่วมกันในโลกของหนังสือ สร้างพื้นฐานการอ่านและสานสัมพันธ์ในครอบครัว ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยนิสัยรักการอ่านตลอดจนประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรของรัฐ และเอกชน รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น เหตุผลที่พ่อแม่ต้องอ่านหนังสือให้เด็กฟัง 1.เซลล์สมองของเด็กจะเติบโตและแตกกิ่งแยกก้านต่อเมื่อได้รับการกระตุ้นให้ได้เรียนรู้ผ่านการใช้ ประสาทสัมผัสต่างๆ โดยเฉพาะทางตาและทางหู ยิ่งมีการกระตุ้นมากเท่าไร เส้นใยสมองจะยิ่งเกิดมากขึ้น เด็กก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นตามไปด้วย การอ่านหนังสือให้ลูกฟังนอกจากจะเป็นการพัฒนาเด็กบนพื้นฐานของความรัก ความอบอุ่นแล้ว เมื่อพ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟัง ลูกจะได้รับการกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วน เช่น หู ตา จมูก ลิ้นและสัมผัส ทางกายและทางใจ เมื่อพ่อแม่อุ้มลูกนั่งบนตัก ลูกจะได้รับความอบอุ่นจากการสัมผัส ยิ่งพ่อแม่ทำบ่อยๆ ลูกจะยิ่งได้รับความรักจากพ่อแม่ผ่านการเล่านิทานและอ่านหนังสือมากขึ้นเท่านั้น 2.การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นสิ่งง่ายๆ ที่พ่อแม่สามารถทำให้ลูกได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงอุ้มลูกนั่งบนตัก แล้วเล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ฟัง สมองของลูกจะเกิดการซึมซับได้อย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากการได้รับการสัมผัสกายและสัมผัสใจ จากพ่อแม่และทุกคนที่อ่านหนังสือให้ฟัง และสัมผัสอย่างผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียดจึงสร้างภาวะที่พร้อมในการเรียนรู้ของเด็ก 3.การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เป็นการเตรียมความพร้อม และพัฒนาสมองของลูก คำพูดของพ่อ แม่ ที่พูดด้วยภาษาที่ดีจากนิทานหรือหนังสือภาพ ทำให้ลูกได้ยิน สำเนียง เสียง ภาษาที่หลากหลาย พร้อมความหมายที่เห็นจากภาพ ภาษาและคำพูด ทำให้เด็กเกิดการรับรู้ ที่กระทบความรู้สึกผ่านการออกเสียงที่อ่อนโยนของพ่อแม่ 4.การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง นอกจากลูกจะได้ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่แล้ว ลูกจะได้เรียนรู้จากการฟัง และการดู นำสู่การเรียนรู้ภาษาจากประสาทสัมผัสทางหู เด็กจะเก็บคำที่ได้ยิน ภาพที่ได้เห็นไว้ในสมอง ทำให้มีคำศัพท์เพิ่มขึ้นและเรียนรู้ในสิ่งรอบตัวมากจะจดจำส่วนภาษาที่สุภาพ สละสลวย สั้น กระชับ ได้ใจความจากการนำเสนอที่ซ้ำ ย้ำ ทวน อย่างถูกต้องยิ่งขึ้นตามไปด้วย 5.การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ทำให้ลูกเกิดจินตนาการเพราะได้คิดตาม ซึ่งจินตนาการนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญก่อนนำไปสู่การคิดหาข้อเท็จจริงของลูก การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ทำให้สมองของลูกถูกกระตุ้นให้ลูกคิดและเรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น การคิดบ่อยๆ ยิ่งทำให้เซลสมองของลูกยิ่งแตกกิ่ง แยกก้านมากยิ่งขึ้น ทำให้ลูกฉลาดมากขึ้น 6.การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ทำให้ลูกเกิดสมาธิ ดูได้จากขณะที่ลูกฟังการเล่านิทานหรืออ่านหนังสือของพ่อแม่ ลูกจะจดจ่ออยู่กับการฟังเนื้อเรื่องที่พ่อแม่เล่าและดูภาพจากหนังสือ 7.การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ถือเป็นช่วงมหัศจรรย์ที่พ่อแม่ได้พูดคุยกับลูก เล่าเรื่อง จับลูก กอดลูกอย่างอ่อนโยน อีกทั้งเสียงเพราะๆ ของพ่อแม่ยังเป็นการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ในขณะที่อยู่บนตักของแม่หรือในอ้อมกอดของพ่อ และได้ฟังเสียงของพ่อแม่ ทำให้ครอบครัวอบอวลด้วยความรัก และสร้างความอบอุ่นทางใจให้ลูกได้อย่างดีก่อนนอนในแต่ละคืน บางคนอาจจะเพลิดเพลินอยู่กับหนังเรื่องโปรด หนังสือที่ชื่นชอบ หรืออาจจะฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย แต่สำหรับเด็ก นิทานดีๆ สักเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ฟังมาแล้วนับสิบรอบ อ่านมาแล้วนับร้อยเที่ยว แต่ก็ทำให้หลับฝันดี และอิ่มสุขเหนือคำบรรยายจริงๆ
© กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลนครรังสิต